สำนักงานเลขานุการอธิการ มหาวิทยาลัยแม่โจ้
President of Maejo University
วันพุธที่ 19 มิถุนายน 2567 รองศาสตราจารย์ ดร.วีระพล ทองมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ พร้อมด้วยกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ กรรมการส่งเสริมกิจการมหาวิทยาลัย และคณบดีวิทยาลัยนานาชาติ ร่วมพิธีทูลเกล้าฯ ถวายปริญญากิตติมศักดิ์แด่สมเด็จพระราชาธิบดี จิกมี เคเซอร์ นัมเกล วังชุก พระมหากษัตริย์แห่งราชอาณาจักรภูฏาน ในชั้นปริญญา “ปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชาการจัดการเกษตรอินทรีย์” ณ พระบรมมหาราชวัง Dungkar Dzong เมืองพาโร ราชอาณาจักรภูฏาน
.
มหาวิทยาลัยแม่โจ้และราชอาณาจักรภูฏานมีความสัมพันธ์ทางด้านวิชาการที่แน่นแฟ้นมายาวนาน โดยมีการลงนามบันทึกความเข้าใจทางวิชาการ (MOU) ร่วมกับ The Royal University of Bhutan และ Ministry of Agriculture and Livestock ที่เน้นกิจกรรมความร่วมมือทางวิชาการในหลายมิติ อาทิ ด้านทุนการศึกษา โครงการจัดฝึกอบรมพัฒนาวิชาชีพระยะสั้น ให้แก่บุคลากรของราชอาณาจักรภูฏาน รวมทั้งการพัฒนาความร่วมมือในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งทรัพยากรบุคคลและองค์ความรู้
.
ทั้งนี้ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2551 - 2565 ได้มีนักศึกษาต่างชาติชาวภูฏานที่ได้รับทุนการศึกษาจากรัฐบาลไทย สหภาพยุโรป และทุนส่วนตัว มาศึกษาระดับปริญญาตรีและระดับปริญญาโท ที่คณะผลิตกรรมการเกษตร คณะสัตวศาสตร์และเทคโนโลยี คณะบริหารธุรกิจ คณะวิทยาศาสตร์ วิทยาลัยบริหารศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการออกแบบสิ่งแวดล้อม จำนวน 18 ราย
.
Maejo University is honored to confer upon His Majesty King Jigme Khesar Namgyel Wangchuck of the Kingdom of Bhutan the Honorary Doctorate Degree in Organic Agriculture Management.
On June 19, 2024, Associate Professor Dr. Weerapon Thongma, President of Maejo University, along with distinguished members of the University Council, the University Affairs Board, and the Dean of the International College, attended a ceremony to present an honorary degree to His Majesty King Jigme Khesar Namgyel Wangchuck, the King of the Kingdom of Bhutan. The honorary degree, "Doctor of Philosophy in Organic Agriculture Management," was presented at the Dungkar Dzong Royal Palace in Paro, Bhutan.
Maejo University and the Kingdom of Bhutan have maintained a strong academic relationship for a long time. They have signed a Memorandum of Understanding (MOU) with The Royal University of Bhutan and the Ministry of Agriculture and Livestock, focusing on various dimensions of academic cooperation. This includes scholarship programs, short-term professional development training projects for Bhutanese personnel, and the development of collaboration in the exchange of knowledge and human resources.
From the academic year 2008 to 2022, 18 Bhutanese international students, funded by the Thai government, the European Union, and personal funds, have studied undergraduate and graduate programs at Maejo University. These programs span the Faculty of Agricultural Production, the Faculty of Animal Sciences and Technology, the Faculty of Business Administration, the Faculty of Science, the School of Administrative Studies, and the Faculty of Architecture and Environmental Design.
ปรับปรุงข้อมูล : 21/6/2567 18:00:03     ที่มา : สำนักงานเลขานุการอธิการ มหาวิทยาลัยแม่โจ้     จำนวนผู้เปิดอ่าน : 1129

กลุ่มข่าวสาร : ข่าวกิจกรรม ข่าวประชาสัมพันธ์

ข่าวล่าสุด

ผู้บริหารมหาวิทยาลัยแม่โจ้เข้าร่วมการประชุมสามัญ ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) และสมาคมที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ครั้งที่ 1/2569 ณ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
วันที่ 21-22 กุมภาพันธ์ 2569 รองศาสตราจารย์ ดร.วีระพล ทองมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประภากร ธาราฉาย รองอธิการบดี เข้าร่วมการประชุมสามัญ ทปอ. และสมาคม ทปอ. ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งมหาวิทยาลัยมหาสารคามเป็นเจ้าภาพจัดงาน โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬากรณ์มหาวิทยาลัย และประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เป็นประธานการประชุม ณ ห้องประชุม ชั้น 2 อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ มหาวิทยาลัยมหาสารคามในการนี้ ที่ประชุมได้ร่วมหารือเพื่อร่วมกำหนดทิศทางเชิงนโยบายด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศ โดยมีวาระที่น่าสนใจ อาทิ การปรับตัวของหลักสูตร การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life-long Learning) เพื่อตอบโจทย์ตลาดแรงงานปี 2026, การสร้างเครือข่ายงานวิจัยและนวัตกรรมร่วมกันระหว่าง 36 สถาบัน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ, แนวทางการจัดสรรทรัพยากรภายใต้ความท้าทายด้านประชากรวัยเรียนที่ลดลง และการนำ AI และระบบ Virtual Campus มาใช้ในการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ
22 กุมภาพันธ์ 2569     |      10
มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และ กรมประมง กระทรวงเกษตรฯ จัดพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาบูรณาการองค์ความรู้และงานวิจัย ยกระดับภาคประมงไทยสู่ความมั่นคงและยั่งยืน
วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องเอฟที 1105 คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ดร.ฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง และ รองศาสตราจารย์ ดร.วีระพล ทองมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อบูรณาการและสนับสนุนด้านการศึกษา การวิจัย และการบริการวิชาการ ระหว่าง กรมประมง กับ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยมีคณะผู้บริหาร นักวิชาการ และบุคลากรของทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยานนางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงเป็นหน่วยงานภาครัฐที่มีภารกิจในการศึกษา ค้นคว้า สำรวจ วิจัย วิเคราะห์ ทดลอง และพัฒนาองค์ความรู้ด้านการประมงในทุกสาขา ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร พร้อมสนับสนุนการพัฒนาอาชีพทางการประมงให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน ซึ่งในบริบทของโลกยุคปัจจุบันทำให้กรมประมงได้ตระหนักถึงความสำคัญของการยกระดับองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมให้ก้าวทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จึงได้มุ่งขยายความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด “Fisheries Connect for Sustainability”สำหรับกรมประมงและมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ฉบับแรกร่วมกัน เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2563 และการลงนาม MOU ในครั้งนี้ นับเป็นการบูรณาการความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการบูรณาการองค์ความรู้ ทรัพยากร ตามศักยภาพของทั้งสองหน่วยงานร่วมกัน เพื่อยกระดับการพัฒนาภาคการประมงและทรัพยากรทางน้ำของไทยให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน ตอบสนองต่อความท้าทายทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้ขอบเขตความร่วมมือ ดังนี้ 1. ร่วมกันดำเนินการศึกษา การวิจัย และการบริการวิชาการด้านการประมง 2. ส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษา การวิจัย การบริการวิชาการ แก่บุคลากรของกรมประมง เพื่อไปศึกษาต่อ ณ คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ ของมหาวิทยาลัย และส่งเสริมสนับสนุนการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งรวมถึงทรัพยากรบุคคล อุปกรณ์ เครื่องมือ อาคารสถานที่ ตลอดจนทรัพยากรอื่น ๆ ที่มีอยู่ของแต่ละฝ่าย 3. นำผลงานที่ได้จากข้อตกลงร่วมกันออกเผยแพร่สู่สังคม ชุมชน และผู้เกี่ยวข้อง 4. พัฒนาบุคลากรของทั้งสองฝ่าย โดยการแลกเปลี่ยน เพิ่มพูนทักษะประสบการณ์ และความรู้ในรูปแบบต่าง ๆ และร่วมกันพัฒนานักศึกษาของมหาวิทยาลัย ในการฝึกงาน ฝึกสหกิจศึกษา และรวมทั้งการส่งเสริมการจัดการศึกษาด้านการประมงในระดับต่าง ๆ 5. ส่งเสริมและแลกเปลี่ยนเรียนรู้โครงการกิจกรรมพัฒนาบุคลากรระหว่างหน่วยงาน และ 6. กิจกรรมอื่น ๆ ที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลา 5 ปี โดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันกำหนดแผนงานและโครงการเชิงรูปธรรมต่อไป“เชื่อมั่นว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับงานวิชาการ งานวิจัย และการพัฒนาบุคลากรด้านการประมงของประเทศให้สามารถนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาภาคการประมงของไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และรองรับความท้าทายในบริบทโลกยุคใหม่อย่างยั่งยืนต่อไป” อธิบดีกรมประมง กล่าวข่าว : กรมประมง
20 กุมภาพันธ์ 2569     |      32