สำนักงานเลขานุการอธิการ มหาวิทยาลัยแม่โจ้
President of Maejo University

วันพฤหัสบดีที่ 11 กรกฎาคม 2567 มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จัดพิธีรับสนองพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม แต่งตั้ง
รองศาสตราจารย์ ดร.วีระพล ทองมา เป็นอธิการบดี
 มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และพิธีประทานแจกันดอกไม้ จากพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์  โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์พาวิน  มะโนชัย รักษาการ แทนรองอธิการบดี เป็นผู้เชิญประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง แต่งตั้งอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ และ รองศาสตราจารย์ ดร.เกรียงศักดิ์  ศรีเงินยวง รักษาการแทนรองอธิการบดีอ่านประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีฯ จากนั้น อธิการบดี ได้กล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ความว่า...

 “พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ข้าพระพุทธเจ้า นายวีระพล ทองมา ดำรงตำแหน่งอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2567 นั้น ข้าพระพุทธเจ้ารู้สำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และนับเป็นเกียรติอันสูงยิ่งต่อตนเองและวงศ์ตระกูลอย่างหาที่สุดมิได้

ข้าพระพุทธเจ้าตระหนักดีว่า การดำรงตำแหน่งอธิการบดีนั้น ถือเป็นหน้าที่สำคัญต่อการพัฒนาชาติ ซึ่งต้องใช้ความรู้ความสามารถ และความทุ่มเท เสียสละอย่างมาก เพื่อให้มหาวิทยาลัยแม่โจ้ยังประโยชน์สูงสุดแก่ชุมชน ท้องถิ่น เสริมสร้างพลังปัญญาของแผ่นดิน เพื่อให้ชุมชนและท้องถิ่นมีความเข้มแข็งอย่างยั่งยืน ตามเจตนารมณ์ของการก่อตั้งมหาวิทยาลัยที่มีมากว่า 9 ทศวรรษ

มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เป็นแหล่งภูมิปัญญาด้านการเกษตรของแผ่นดินที่สั่งสมและตกผลึกมาจากพลังแห่งคุณธรรมความดีงาม ความมุ่งมั่นของเหล่าบรรพชนแม่โจ้จากรุ่นสู่รุ่น กอปรด้วยการสำนึกในการทำงานเพื่อประชาชนที่ฝังแน่นในจิตใจของทุกคน ทำให้องค์ความรู้ได้ถูกส่งผ่านออกไปเป็นผลงานสร้างสรรค์ที่มีคุณค่า ตอบสนองการพัฒนาชาติในทุกมิติ พร้อมกับการเป็นแหล่งเรียนรู้ ที่มีความพร้อมในการมอบทักษะ ประสบการณ์ หล่อหลอมความคิด และจิตใจอันดีงามออกสู่สังคมให้พัฒนาอย่างยั่งยืน

ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง ข้าพระพุทธเจ้า และคณะผู้บริหารทุกคน จะตั้งใจอย่างแน่วแน่ ในการพัฒนามหาวิทยาลัยให้เป็นไปตามแผนยุทธศาสตร์ ซึ่งได้ให้ไว้ต่อสภามหาวิทยาลัยและประชาคม ให้ไปสู่สัมฤทธิผลสูงสุดอย่างเต็มกำลังความสามารถ มุ่งสู่วิสัยทัศน์การเป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำด้านการเกษตรในระดับนานาชาติ ปฏิบัติภารกิจเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนท้องถิ่นและชุมชน

ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันล้นพ้นแห่งองค์พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมในครั้งนี้ ข้าพระพุทธเจ้าขอให้สัตย์ปฏิญาณว่า จะปฏิบัติหน้าที่ทุกภารกิจอย่างเต็มกำลังความสามารถ ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นที่ตั้ง โดยน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเป็นแนวปฏิบัติ ร่วมสืบสาน  รักษา และต่อยอดกิจการต่างๆ ตามพระราชดำริ เพื่อนำความก้าวหน้ามาสู่มหาวิทยาลัยแม่โจ้ สู่สังคม และประเทศชาติสืบไป ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ”

ปรับปรุงข้อมูล : 11/7/2567 15:26:45     ที่มา : สำนักงานเลขานุการอธิการ มหาวิทยาลัยแม่โจ้     จำนวนผู้เปิดอ่าน : 230

กลุ่มข่าวสาร : ข่าวกิจกรรม ข่าวประชาสัมพันธ์

ข่าวล่าสุด

ผู้บริหารมหาวิทยาลัยแม่โจ้เข้าร่วมการประชุมสามัญ ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) และสมาคมที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ครั้งที่ 1/2569 ณ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
วันที่ 21-22 กุมภาพันธ์ 2569 รองศาสตราจารย์ ดร.วีระพล ทองมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประภากร ธาราฉาย รองอธิการบดี เข้าร่วมการประชุมสามัญ ทปอ. และสมาคม ทปอ. ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งมหาวิทยาลัยมหาสารคามเป็นเจ้าภาพจัดงาน โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬากรณ์มหาวิทยาลัย และประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เป็นประธานการประชุม ณ ห้องประชุม ชั้น 2 อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ มหาวิทยาลัยมหาสารคามในการนี้ ที่ประชุมได้ร่วมหารือเพื่อร่วมกำหนดทิศทางเชิงนโยบายด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศ โดยมีวาระที่น่าสนใจ อาทิ การปรับตัวของหลักสูตร การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life-long Learning) เพื่อตอบโจทย์ตลาดแรงงานปี 2026, การสร้างเครือข่ายงานวิจัยและนวัตกรรมร่วมกันระหว่าง 36 สถาบัน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ, แนวทางการจัดสรรทรัพยากรภายใต้ความท้าทายด้านประชากรวัยเรียนที่ลดลง และการนำ AI และระบบ Virtual Campus มาใช้ในการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ
22 กุมภาพันธ์ 2569     |      6
มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และ กรมประมง กระทรวงเกษตรฯ จัดพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาบูรณาการองค์ความรู้และงานวิจัย ยกระดับภาคประมงไทยสู่ความมั่นคงและยั่งยืน
วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องเอฟที 1105 คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ดร.ฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง และ รองศาสตราจารย์ ดร.วีระพล ทองมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อบูรณาการและสนับสนุนด้านการศึกษา การวิจัย และการบริการวิชาการ ระหว่าง กรมประมง กับ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยมีคณะผู้บริหาร นักวิชาการ และบุคลากรของทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยานนางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงเป็นหน่วยงานภาครัฐที่มีภารกิจในการศึกษา ค้นคว้า สำรวจ วิจัย วิเคราะห์ ทดลอง และพัฒนาองค์ความรู้ด้านการประมงในทุกสาขา ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร พร้อมสนับสนุนการพัฒนาอาชีพทางการประมงให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน ซึ่งในบริบทของโลกยุคปัจจุบันทำให้กรมประมงได้ตระหนักถึงความสำคัญของการยกระดับองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมให้ก้าวทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จึงได้มุ่งขยายความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด “Fisheries Connect for Sustainability”สำหรับกรมประมงและมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ฉบับแรกร่วมกัน เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2563 และการลงนาม MOU ในครั้งนี้ นับเป็นการบูรณาการความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการบูรณาการองค์ความรู้ ทรัพยากร ตามศักยภาพของทั้งสองหน่วยงานร่วมกัน เพื่อยกระดับการพัฒนาภาคการประมงและทรัพยากรทางน้ำของไทยให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน ตอบสนองต่อความท้าทายทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้ขอบเขตความร่วมมือ ดังนี้ 1. ร่วมกันดำเนินการศึกษา การวิจัย และการบริการวิชาการด้านการประมง 2. ส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษา การวิจัย การบริการวิชาการ แก่บุคลากรของกรมประมง เพื่อไปศึกษาต่อ ณ คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ ของมหาวิทยาลัย และส่งเสริมสนับสนุนการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งรวมถึงทรัพยากรบุคคล อุปกรณ์ เครื่องมือ อาคารสถานที่ ตลอดจนทรัพยากรอื่น ๆ ที่มีอยู่ของแต่ละฝ่าย 3. นำผลงานที่ได้จากข้อตกลงร่วมกันออกเผยแพร่สู่สังคม ชุมชน และผู้เกี่ยวข้อง 4. พัฒนาบุคลากรของทั้งสองฝ่าย โดยการแลกเปลี่ยน เพิ่มพูนทักษะประสบการณ์ และความรู้ในรูปแบบต่าง ๆ และร่วมกันพัฒนานักศึกษาของมหาวิทยาลัย ในการฝึกงาน ฝึกสหกิจศึกษา และรวมทั้งการส่งเสริมการจัดการศึกษาด้านการประมงในระดับต่าง ๆ 5. ส่งเสริมและแลกเปลี่ยนเรียนรู้โครงการกิจกรรมพัฒนาบุคลากรระหว่างหน่วยงาน และ 6. กิจกรรมอื่น ๆ ที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลา 5 ปี โดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันกำหนดแผนงานและโครงการเชิงรูปธรรมต่อไป“เชื่อมั่นว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับงานวิชาการ งานวิจัย และการพัฒนาบุคลากรด้านการประมงของประเทศให้สามารถนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาภาคการประมงของไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และรองรับความท้าทายในบริบทโลกยุคใหม่อย่างยั่งยืนต่อไป” อธิบดีกรมประมง กล่าวข่าว : กรมประมง
20 กุมภาพันธ์ 2569     |      32