สำนักงานเลขานุการอธิการ มหาวิทยาลัยแม่โจ้
President of Maejo University

วันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม 2567 มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จัดกิจกรรม Grand Opening Magrow Holding Company สร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมที่สอดคล้องกับบทบาทของย่านนวัตกรรมเกษตรและอาหารแม่โจ้ โดยได้รับเกียรติจาก ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) บรรยายพิเศษ University Holding company: How and Future of Innovation Driver

รวมถึงจัดให้มีกิจกรรม Magrow Talks ร่วมพูดคุยในประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ University Holding Company นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.วีระพล ทองมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้, รองศาสตราจารย์ ดร.ชัยยศ สัมฤทธิ์สกุล รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ รวมถึงผู้ทรงคุณวุฒิทั้งภาครัฐและเอกชนในแวดวงธุรกิจและอุตสาหกรรม ได้แก่

คุณราเมศวร์ ศิลปพรหม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท CU Enterprise จำกัด, คุณธนารักษ์ พงษ์เภษตรา รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, รองศาสตราจารย์ ดร.วรัญญู พูลเจริญ คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
คุณสุริยพงศ์ ทับทิมแท้ อดีตทีมเศรษฐกิจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และผู้บริหารบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ และ รองศาสตราจารย์ ดร.ณัฐชา ทวีแสงสกุลไทย Board member of National Innovation Agency (NIA) พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้ร่วมงานได้ถามตอบ เพื่อการมีส่วนร่วมในการพัฒนาธุรกิจนวัตกรรมที่สอดคล้องกับบทบาทของย่านนวัตกรรมเกษตรและอาหารแม่โจ้

สำหรับ University Holding Company (UHC) ของมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2562 และจดทะเบียนจัดตั้ง ในชื่อ MAGROW Holding เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนได้มีส่วนร่วมในการลงทุน ตลอดจนขับเคลื่อนผลงานวิจัย องค์ความรู้และนวัตกรรมที่จะสร้างประโยชน์ให้แก่มหาวิทยาลัยและประเทศ โดยปัจจุบันมีบริษัทลูกภายใต้มหาวิทยาลัยจำนวน 2 บริษัท คือ บริษัท เฟิร์สท์ ออร์แกนิค ซีดส์ จำกัด และ บริษัท อนิ โปรดัก จำกัด โดยมหาวิทยาลัยได้มุ่งหวังว่าในอนาคตจะ เร่งสร้างนวัตกรรม เร่งการใช้และผลิตเทคโนโลยีทางด้านการเกษตร รวมคนที่มีความฝันแบบเดียวกัน เข้ามาขับเคลื่อนร่วมกันทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศของมหาวิทยาลัย ขับเคลื่อนนวัตกรรมต่อยอดไปเป็นธุรกิจ และสร้างการเติบโตของสตาร์ทอัพและ SMEs ที่สร้างนวัตกรรมขึ้นมาให้ได้

ทั้งนี้ ปัจจัยสนับสนุนที่ช่วยให้จัดตั้ง UHC ขึ้นมาได้สำเร็จ คือความร่วมมือของบุคลากรและหน่วยงานต่าง ๆ การมีระเบียบสำนักนายกฯ การมีตัวอย่างจาก UHC อื่น ๆ ที่ประสบความสำเร็จและแบ่งปันข้อมูลมีความพร้อมของระบบนิเวศนวัตกรรม มีนักวิจัยกลุ่ม frontier และที่สำคัญคือความเข้าใจของผู้บริหารมหาวิทยาลัยต่อการจัดตั้ง UHC และมองถึงทิศทางการพัฒนาของมหาวิทยาลัยไปสู่ระดับโลก.

กิจกรรมในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจาก นักวิชาการ นักวิจัย ภาคเอกชน เข้าร่วมงาน จำนวนกว่า 200 คน ณ ห้องอาคม กาญจนประโชติ ชั้น 4 อาคารอำนวย ยศสุข มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จ.เชียงใหม่

ปรับปรุงข้อมูล : 15/7/2567 21:45:25     ที่มา : สำนักงานเลขานุการอธิการ มหาวิทยาลัยแม่โจ้     จำนวนผู้เปิดอ่าน : 375

กลุ่มข่าวสาร : ข่าวกิจกรรม ข่าวประชาสัมพันธ์

ข่าวล่าสุด

ผู้บริหารมหาวิทยาลัยแม่โจ้เข้าร่วมการประชุมสามัญ ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) และสมาคมที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ครั้งที่ 1/2569 ณ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
วันที่ 21-22 กุมภาพันธ์ 2569 รองศาสตราจารย์ ดร.วีระพล ทองมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ พร้อมด้วย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ประภากร ธาราฉาย รองอธิการบดี เข้าร่วมการประชุมสามัญ ทปอ. และสมาคม ทปอ. ครั้งที่ 1/2569 ซึ่งมหาวิทยาลัยมหาสารคามเป็นเจ้าภาพจัดงาน โดยมี ศาสตราจารย์ ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬากรณ์มหาวิทยาลัย และประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เป็นประธานการประชุม ณ ห้องประชุม ชั้น 2 อาคารเฉลิมพระเกียรติฯ มหาวิทยาลัยมหาสารคามในการนี้ ที่ประชุมได้ร่วมหารือเพื่อร่วมกำหนดทิศทางเชิงนโยบายด้านการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมของประเทศ โดยมีวาระที่น่าสนใจ อาทิ การปรับตัวของหลักสูตร การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life-long Learning) เพื่อตอบโจทย์ตลาดแรงงานปี 2026, การสร้างเครือข่ายงานวิจัยและนวัตกรรมร่วมกันระหว่าง 36 สถาบัน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ, แนวทางการจัดสรรทรัพยากรภายใต้ความท้าทายด้านประชากรวัยเรียนที่ลดลง และการนำ AI และระบบ Virtual Campus มาใช้ในการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ
22 กุมภาพันธ์ 2569     |      6
มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และ กรมประมง กระทรวงเกษตรฯ จัดพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาบูรณาการองค์ความรู้และงานวิจัย ยกระดับภาคประมงไทยสู่ความมั่นคงและยั่งยืน
วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องเอฟที 1105 คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ดร.ฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง และ รองศาสตราจารย์ ดร.วีระพล ทองมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อบูรณาการและสนับสนุนด้านการศึกษา การวิจัย และการบริการวิชาการ ระหว่าง กรมประมง กับ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยมีคณะผู้บริหาร นักวิชาการ และบุคลากรของทั้งสองหน่วยงานร่วมเป็นสักขีพยานนางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า กรมประมงเป็นหน่วยงานภาครัฐที่มีภารกิจในการศึกษา ค้นคว้า สำรวจ วิจัย วิเคราะห์ ทดลอง และพัฒนาองค์ความรู้ด้านการประมงในทุกสาขา ควบคู่กับการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหาร พร้อมสนับสนุนการพัฒนาอาชีพทางการประมงให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน ซึ่งในบริบทของโลกยุคปัจจุบันทำให้กรมประมงได้ตระหนักถึงความสำคัญของการยกระดับองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมให้ก้าวทันต่อกระแสการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ จึงได้มุ่งขยายความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด “Fisheries Connect for Sustainability”สำหรับกรมประมงและมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจความร่วมมือทางวิชาการ (MOU) ฉบับแรกร่วมกัน เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2563 และการลงนาม MOU ในครั้งนี้ นับเป็นการบูรณาการความร่วมมืออย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการบูรณาการองค์ความรู้ ทรัพยากร ตามศักยภาพของทั้งสองหน่วยงานร่วมกัน เพื่อยกระดับการพัฒนาภาคการประมงและทรัพยากรทางน้ำของไทยให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน ตอบสนองต่อความท้าทายทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ภายใต้ขอบเขตความร่วมมือ ดังนี้ 1. ร่วมกันดำเนินการศึกษา การวิจัย และการบริการวิชาการด้านการประมง 2. ส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษา การวิจัย การบริการวิชาการ แก่บุคลากรของกรมประมง เพื่อไปศึกษาต่อ ณ คณะเทคโนโลยีการประมงและทรัพยากรทางน้ำ ของมหาวิทยาลัย และส่งเสริมสนับสนุนการใช้ทรัพยากรร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งรวมถึงทรัพยากรบุคคล อุปกรณ์ เครื่องมือ อาคารสถานที่ ตลอดจนทรัพยากรอื่น ๆ ที่มีอยู่ของแต่ละฝ่าย 3. นำผลงานที่ได้จากข้อตกลงร่วมกันออกเผยแพร่สู่สังคม ชุมชน และผู้เกี่ยวข้อง 4. พัฒนาบุคลากรของทั้งสองฝ่าย โดยการแลกเปลี่ยน เพิ่มพูนทักษะประสบการณ์ และความรู้ในรูปแบบต่าง ๆ และร่วมกันพัฒนานักศึกษาของมหาวิทยาลัย ในการฝึกงาน ฝึกสหกิจศึกษา และรวมทั้งการส่งเสริมการจัดการศึกษาด้านการประมงในระดับต่าง ๆ 5. ส่งเสริมและแลกเปลี่ยนเรียนรู้โครงการกิจกรรมพัฒนาบุคลากรระหว่างหน่วยงาน และ 6. กิจกรรมอื่น ๆ ที่ทั้งสองฝ่ายเห็นชอบร่วมกัน ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าวมีกำหนดระยะเวลา 5 ปี โดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันกำหนดแผนงานและโครงการเชิงรูปธรรมต่อไป“เชื่อมั่นว่าความร่วมมือในครั้งนี้จะเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับงานวิชาการ งานวิจัย และการพัฒนาบุคลากรด้านการประมงของประเทศให้สามารถนำองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาภาคการประมงของไทยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และรองรับความท้าทายในบริบทโลกยุคใหม่อย่างยั่งยืนต่อไป” อธิบดีกรมประมง กล่าวข่าว : กรมประมง
20 กุมภาพันธ์ 2569     |      32