สำนักงานเลขานุการอธิการ มหาวิทยาลัยแม่โจ้
President of Maejo University

วันจันทร์ที่ 8 กรกฎาคม 2567 ที่ วิหารหลวง วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร อ.เมืองเชียงใหม่ รองศาสตราจารย์ ดร.วีระพล ทองมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ พร้อมด้วยผู้บริหารมหาวิทยาลัยเข้าร่วมประกอบพิธีเวียนเทียนสมโภชน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 โดยมีข้าราชการพลเรือน ตุลาการ อัยการ ทหาร ตำรวจ รวมทั้งประธานแม่บ้านมหาดไทย และ ประชาชนร่วมประกอบพิธีอีกด้วย
ทั้งนี้มี นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เป็นประธานประกอบพิธีเวียนเทียนสมโภชน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ ก่อนที่จะนำทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อเฉลิมพระเกียรติ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฏาคม 2567

โดยในช่วงแรกผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ประธานในพิธี ได้นำข้าราชการ ศาล ทหาร ตำรวจ ร่วมประกอบพิธีสงฆ์ ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้เชิญใบพลู จำนวน 7 ใบ ไปถวายประธานแด่สงฆ์เพื่อเจิมใบพลู จากนั้นพระสงฆ์เถราจารย์ดับเทียนชัย พรมน้ำพระพุทธมนต์ที่ขันสาคร และมอบขันสาครให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่
.
พร้อมกันนี้ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ได้กล่าวคาถาตักน้ำ เจ้าหน้าที่ส่งที่ตักน้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เพื่อตักน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์จากขันสาครใส่คนโท จำนวน 9 ครั้ง แล้วปิดฝาคนโท และผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ และข้าราชการได้ถวายจตุปัจจัยไทยธรรมแด่พระสงฆ์ ประธานสงฆ์อนุโมทนา ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ กรวดน้ำ-รับพร เป็นอันเสร็จพิธีสงฆ์
.
จากนั้นในช่วงที่สอง เป็นการประกอบพิธีพราหมณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่และผู้เข้าร่วมพิธี พร้อมกัน ณ พระวิหารหลวง วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร โดยพราหมณ์เบิกแว่นเทียน แว่นที่ 1 แว่นที่ 2 และแว่นที่ 3 ส่งให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่รับแว่นเทียนจากพราหมณ์แล้ว วักแว่นที่จุดเทียนเข้าหาตัว จำนวน 3 ครั้ง แล้วใช้มือขวาโบกควันไปยังคนโทน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ ก่อนส่งต่อให้คนที่อยู่ทางด้านซ้ายมือ เวียนไปจนครบ 3 รอบ เมื่อครบแล้วผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ส่งแว่นเทียนให้กับพราหมณ์เบิกแว่นเทียน เป็นอันเสร็จพิธีเวียนเทียนสมโภชน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์
.
ทั้งนี้ ภายหลังจากที่ประกอบพิธีเสกน้ำพระพุทธมนต์ และพิธีเวียนเทียนสมโภชน้ำพระพุทธมนต์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ในวันที่ 14 กรกฎาคม 2567 จะอัญเชิญคนโทน้ำพระพุทธมนต์ของจังหวัดเชียงใหม่ไปเก็บรักษาไว้ที่กระทรวงมหาดไทยร่วมกับน้ำพระพุทธมนต์ของจังหวัดอื่นๆ เพื่อรอประกอบพิธีเสกน้ำพระพุทธมนต์ศักดิ์สิทธิ์ในภาพรวมของประเทศต่อไปในวันที่ 25 กรกฎาคม 2567 ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม กรุงเทพมหานคร

ปรับปรุงข้อมูล : 9/7/2567 9:16:48     ที่มา : สำนักงานเลขานุการอธิการ มหาวิทยาลัยแม่โจ้     จำนวนผู้เปิดอ่าน : 485

กลุ่มข่าวสาร : ข่าวกิจกรรม ข่าวประชาสัมพันธ์

ข่าวล่าสุด

กระทรวง อว.จับมือ 19 สถาบันกลุ่ม 2 เดินหน้าผลิตบัณฑิตกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ที่มีศักยภาพสูงและเป็นที่ต้องการเร่งด่วนของตลาดแรงงาน ตั้งเป้าสร้างกำลังคนสมรรถนะสูง 25,000 คน - สร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่10,000 คนใน 150 พื้นที่ ชูกลไกงบประมาณกองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา หนุน “มหาวิทยาลัยกลุ่ม 2” สู่ศูนย์กลางนวัตกรรมที่จับต้องได้
เมื่อวันที่ 9 มิ.ย.69 ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) พร้อม ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว.เข้าร่วมงานสัมมนานโยบายและกลไกการขับเคลื่อนเครือข่ายมหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 สู่ศูนย์กลางนวัตกรรมและเศรษฐกิจมูลค่าสูง โดยมีอธิการบดีและคณะผู้บริหารจากมหาวิทยาลัยกลุ่มพัฒนาเทคโนโลยีและส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม (กลุ่ม 2) ทั้ง 19 สถาบันทั่วประเทศเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ณ โรงแรมแคนทารี่ ฮิลส์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ศ.ดร.ศุภชัย ได้ปาฐกถาพิเศษมอบแนวทางและกลไกการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 ให้เกิดผลลัพธ์เชิงนวัตกรรม โดยหยิบยกกรณีศึกษาข้อมูลสถิตินักศึกษาและผลการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาต่อ (TCAS) รอบที่ 3 ตั้งแต่ปี 2567-2569 สะท้อนความท้าทายสำคัญในการบริหารจัดการหลักสูตรท่ามกลางภาวะประชากรวัยเรียนที่มีแนวโน้มลดลง พร้อมตั้งโจทย์สำคัญว่า “จะทำอย่างไรให้นักศึกษาที่มีจำนวนน้อยลง ได้เข้าเรียนในสาขาวิชาที่เป็นความต้องการของประเทศอย่างแท้จริง” โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ที่มีศักยภาพสูงและเป็นที่ต้องการเร่งด่วนของตลาดแรงงานในปัจจุบัน อาทิ ยานยนต์ไฟฟ้าและระบบอัตโนมัติ ,เซมิคอนดักเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง, เทคโนโลยีอาหาร, พลังงานสะอาด, วิศวกรรมขั้นสูง,อุตสาหกรรมอัญมณีและอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์การแพทย์ขั้นสูง นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงการพัฒนาอาจารย์ให้เท่าทันองค์ความรู้ใหม่เพื่อยกระดับการจัดการเรียนการสอน โดยขอให้มหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 มุ่งทำงานร่วมกับภาคอุตสาหกรรมอย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันสร้างธุรกิจนวัตกรรมรายใหม่ (Startup) และผลักดันโครงสร้างเศรษฐกิจอุตสาหกรรมแห่งอนาคตให้เกิดขึ้นจริง“กระทรวง อว.มุ่งส่งเสริมให้สถาบันอุดมศึกษากลุ่มที่ 2 นำกรอบการจำแนกสถานะ “Portfolio หลักสูตร” ไปใช้เป็นเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ปฏิรูปการศึกษาให้ตอบโจทย์ตลาดแรงงานยุคใหม่ โดยกำหนด 3 มาตรการหลัก คือ 1) การรักษาและต่อยอดหลักสูตรธงนำในกลุ่มหลักสูตรที่มีการแข่งขันและคะแนนทดสอบสูงเพื่อรักษามาตรฐานและขยายผลเชิงรุก2) การยกระดับและทบทวนคุณค่าหลัก ในกลุ่มหลักสูตรที่มีศักยภาพแฝง โดยเร่งพัฒนาการสื่อสารอัตลักษณ์และจุดแข็งเพื่อเปลี่ยนผู้สมัครให้เป็นผู้เรียนอย่างเต็มศักยภาพ และ 3) การปรับปรุงเชิงยุทธศาสตร์อย่างเร่งด่วน ในกลุ่มหลักสูตรที่มีความต้องการต่ำ โดยพลิกโฉมสู่การเรียนรู้ที่เน้นการปฏิบัติงานจริงบูรณาการวิชาเดิมเข้ากับแนวโน้มเทคโนโลยีสมัยใหม่และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ อาทิ Fashion-Tech, Creative Manufacturing หรือ Sustainable Materials เพื่อเปลี่ยนภาพจำของหลักสูตรและสร้างกำลังคนสมรรถนะสูงรองรับโครงสร้างเศรษฐกิจมูลค่าสูงของประเทศอย่างยั่งยืน” ศ.ดร.ศุภชัย กล่าวขณะที่ ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ "กองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษา เพื่อการขับเคลื่อนมหาวิทยาลัยกลุ่ม 2" ว่า กรอบการดำเนินงานในปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 – 2571 กองทุนฯ ได้กำหนดตัวชี้วัดหลัก (Super KPI) ในการยกระดับมาตรฐานการศึกษาสู่ระดับโลก และพัฒนากำลังคนสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ โดยตั้งเป้าสร้างกำลังคนสมรรถนะสูง 25,000 คน รวมถึงการสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงเชิงพื้นที่ 10,000 คน ใน 150 พื้นที่ เพื่อกระจายรายได้และสร้างระบบนิเวศเศรษฐกิจชุมชนอย่างยั่งยืนรองปลัดกระทรวง อว.กล่าวต่อว่า รูปแบบการจัดสรรงบประมาณโฉมใหม่ของกองทุนฯ ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารกองทุนฯ แบ่งเป็น 2รูปแบบหลัก คือ 1) งบประมาณเพื่อขับเคลื่อนประเด็นยุทธศาสตร์เร่งด่วนของประเทศที่เน้นการผลิตกำลังคนเฉพาะทางตามโจทย์ของรัฐบาล และ 2) งบประมาณเพื่อพัฒนาความเป็นเลิศของสถาบันอุดมศึกษาที่จัดสรรตามความเชี่ยวชาญของสถาบันแบบต่อเนื่องหลายปี ซึ่งกลไกเหล่านี้จะเข้าไปหนุนเสริมกิจกรรมหลักของมหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 ในการพัฒนาความเป็นเลิศผ่านแพลตฟอร์มสำคัญอย่าง BAP, BAP+ และ BAP-X (Business Acceleration Platform) เพื่อยกระดับสมรรถนะบุคลากรและระบบบริหารจัดการนวัตกรรม ควบคู่ไปกับโครงการ CIOX (Chief Innovation Officer Exchange) ในการพัฒนาทักษะผู้บริหารเพื่อเชื่อมโยงงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรมตลอดจนโครงการ SEED (Student Entrepreneurs for Enterprise Development) ที่มุ่งบ่มเพาะนักศึกษาไปสู่การเป็นผู้ประกอบการนวัตกรรมวิสาหกิจในระดับสากล รวมถึงการยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมและการบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญาผ่านโครงการ AITP (Association of Intellectual Property and Technology Transfer Professionals) ซึ่งทั้งหมดนี้สอดรับกับอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 ที่มุ่งเน้นการจัดการเรียนการสอนควบคู่กับการปฏิบัติจริง“กองทุนเพื่อพัฒนาการอุดมศึกษาพร้อมทำหน้าที่ขับเคลื่อนให้สถาบันอุดมศึกษากลุ่มที่ 2 และสถาบันอุดมศึกษาทุกกลุ่มทั่วประเทศ สามารถปลดล็อกศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ การเปลี่ยนผ่านไปสู่ระบบงบประมาณและตัวชี้วัดรูปแบบใหม่นี้ จะเป็นหลักประกันสำคัญที่ช่วยการันตีว่า ทุกเม็ดเงินที่ลงทุนไปจะส่งผลลัพธ์โดยตรงต่อการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาและสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่จับต้องได้จริง” ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ กล่าว
11 มิถุนายน 2569     |      8
มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และ College of Agriculture, Guangxi University จัดพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการ แลกเปลี่ยนนักศึกษา การพัฒนาหลักสูตร การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพบุคลากรร่วมกัน
วันพฤหัสบดีที่ 11 มิถุนายน 2569 รองศาสตราจารย์ ดร.วีระพล ทองมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยแม่โจ้ พร้อมด้วยผู้บริหารวิทยาลัยนานาชาติ คณะผลิตกรรมการเกษตร ให้การต้อนรับและร่วมพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการ กับ College of Agriculture, Guangxi University สาธารณรัฐประชาชนจีน ทั้งนี้การลงนามความร่วมมือทางวิชาการดังกล่าวเพื่อเป็นการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนนักศึกษา การพัฒนาหลักสูตร และพัฒนาศักยภาพบุคลากรร่วมกันระหว่างสองสถาบัน ณ ห้องประชุมรวงผึ้ง ชั้น5 สำนักงานมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยแม่โจ้ข่าว/ภาพ : วีระยุทธ แสนสุข ตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป (เลขานุการ)
11 มิถุนายน 2569     |      25
มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และเครือข่ายมหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 ขอขอบคุณ
มหาวิทยาลัยแม่โจ้ และเครือข่ายมหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 ขอขอบคุณ  ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์  รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติคณะผู้บริหารและผู้แทนมหาวิทยาลัย 19 แห่งทั่วประเทศในโอกาสที่ให้เกียรติ ปาฐกถาพิเศษ / บรรยายพิเศษ / เข้าร่วมประชุม ในงาน Presidents’ Engagement Forum on Technology and Innovation Development การสัมมนานโยบายและกลไกการขับเคลื่อนเครือข่ายมหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 สู่ศูนย์กลางนวัตกรรมและเศรษฐกิจมูลค่าสูง เมื่อวันที่ 8-9 มิถุนายน 2569 ณ โรงแรมแคนทารี ฮิลล์ จังหวัดเชียงใหม่
11 มิถุนายน 2569     |      5
“ยศชนัน” ชูมหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 เป็น "สะพานนวัตกรรม" รับ 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต พร้อมร่วมเป็นสักขีพยาน MOU ดันไทยสู่ศูนย์กลางนวัตกรรมและเศรษฐกิจมูลค่าสูง
เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ปาฐกถาในหัวข้อ“University Group 2 as Thailand’s Innovation Engine: พลังมหาวิทยาลัยเพื่ออนาคตเศรษฐกิจไทย” ภายในงานสัมมนานโยบายและกลไกการขับเคลื่อนเครือข่ายมหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 สู่ศูนย์กลางนวัตกรรมและเศรษฐกิจมูลค่าสูง โดยมี ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ดร.พันธุ์เพิ่มศักดิ์ อารุณี รองปลัดกระทรวง อว. รวมทั้งอธิการบดีและผู้บริหารมหาวิทยาลัยกลุ่มพัฒนาเทคโนโลยีและส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม (กลุ่ม 2) ทั้ง 19 สถาบันทั่วประเทศ เข้าร่วม ณ โรงแรมแคนทารี่ ฮิลส์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า มหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 มีศักยภาพสูงในการเป็นกลไกเชื่อมโยงระหว่างงานวิจัยพื้นฐานกับภาคอุตสาหกรรม เนื่องจากเป็นมหาวิทยาลัยที่มีความใกล้ชิดกับพื้นที่ ชุมชน ผู้ประกอบการ และโจทย์การพัฒนาเศรษฐกิจจริงของประเทศ จึงสามารถทำหน้าที่เป็น “สะพานนวัตกรรม” เชื่อมจากองค์ความรู้ในมหาวิทยาลัยไปสู่การใช้ประโยชน์จริง ทั้งในภาคเกษตร อุตสาหกรรม การบริการ สุขภาพ ดิจิทัล พลังงาน และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ โดย เศรษฐกิจไทยในปี 2030 จะเผชิญความท้าทายสำคัญใน 5 อุตสาหกรรมแห่งอนาคต ได้แก่ เศรษฐกิจสุขภาพ อาหารแห่งอนาคตและเศรษฐกิจชีวภาพ AI หุ่นยนต์และอุตสาหกรรมอัจฉริยะ การรับมือสภาพภูมิอากาศและเกษตรอัจฉริยะ รวมถึงระบบขนส่ง โลจิสติกส์ และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซึ่งล้วนเป็นโจทย์ใหญ่ที่ประเทศไทยต้องเร่งเตรียมความพร้อมทั้งด้านกำลังคน งานวิจัย เทคโนโลยี และนวัตกรรมรองนายกฯ และ รมว.อว. กล่าวต่อว่า มหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการขับเคลื่อน 5 เสาหลักเศรษฐกิจแห่งอนาคต เพราะเป็นมหาวิทยาลัยที่อยู่ใกล้พื้นที่ ใกล้ชุมชน ใกล้ผู้ประกอบการ และเข้าใจโจทย์จริงของประเทศ หากสามารถเชื่อมองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรมเข้ากับภาคอุตสาหกรรมได้อย่างเป็นระบบ มหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 จะเป็นพลังสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจไทยสู่ปี 2030ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.อว. ยังร่วมเป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 ซึ่งจะร่วมกันพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรม การพัฒนากำลังคน โดยจะมีการจัดทำสมุดปกขาว (White Paper) ของมหาวิทยาลัยกลุ่ม 2 เพื่อเป็นทิศทางร่วมกันในการเคลื่อนบทบาทใหม่ได้อย่างเต็มศักยภาพ และร่วมกันยกระดับประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจฐานความรู้ เศรษฐกิจมูลค่าสูง และเศรษฐกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต
9 มิถุนายน 2569     |      1076